Saturday, September 4, 2010

เส้นทางชีวิต

วันนี้อยู่บ้านคนเดียวทั้งวัน พอตกดึกหน่อยก็จะออกอาการเพี้ยนๆ คิดฟุ้งซ่าน นู่นนี่ อันเป็นที่มาของบล็อกวันนี้ กับ topic ที่คิดไม่ตกซะทีว่าชีวิตข้างหน้าอีก 4 - 5 ปีจะเอายังไงดีหว่า ...


เริ่มต้นท้าวความจากวันที่ออกจากเมืองไทยมาเรียนโทต่อที่นี่เมื่อปี 2007 ตอนนั้นก็ตั้งใจไว้ว่า เมื่อเรียนจบแล้วก็คงมีสองทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่งก็คือหางานที่เมกาไม่ได้ ต้องกลับเมืองไทย (ไม่น่านะ มันต้องได้สิ) กับทางเลือกที่สองถ้าได้งานที่เมกาก็ลองทำดูสักปีสองปี เก็บตัง เก็บประสบการณ์ แล้วก็จะกลับเมืองไทย ... แต่เมื่อเรียนจบ ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่สามารถหางานดีๆ ได้แล้ว เพราะว่าดันมาเรียนจบตอนเศรษฐกิจเมกาล่มพอดี ตอนนั้นคิดว่าได้งานอะไรก็เอาว่ะ ทำซักปีสองปีเก็บประสบการณ์แล้วกลับเมืองไทย


สรุปโชคชะตาเข้าข้างซัน ได้งานที่ไมโครซอฟ ตอนนั้นแทบไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลย เหมือนถูกหวย ไม่ใช่แค่หางานที่เมกาในช่วงเศรษฐกิจพังได้แค่นั้น ยังได้งานที่ไมโครซอฟอีกต่างหาก OMG มากๆ ... ซันก็เลยย้ายมาเมือง Redmond, WA เริ่มทำงานกับไมโครซอฟ ตอนที่เริ่มทำงานก็ตั้งใจว่า "สามปี" เก็บตังได้ ใช้หนี้ค่าเล่าเรียนหมด จะกลับเมืองไทยละ จากที่บ้านมานานเหลือเกิน อยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวบ้าง ชีวิตที่นี่ก็ happy ดีนะ มีอิสระ เพื่อนก็มีค่อนข้างเยอะ แต่มันไม่ได้สนิทมากนี่สิ ปกติก็ต้องอยู่คนเดียว เผชิญปัญญาเองคนเดียว เวลาป่วยหนักๆทีนี่เศร้ามาก เพราะรู้สึกว่าคงไม่มีคนที่นี่มาสนใจ ต้องดูแลตัวเองเอง ดูแลตัวเองดีๆ


และแล้วทำงานไปเรื่อยๆสักพักนึง ก็ถึงเวลาพักร้อน ลากลับไทยสองอาทิตย์ นี่เป็นการกลับไทยครั้งแรกในรอบสองปีกว่าที่ไม่ได้เหยียบเมืองไทยเลย (ได้เจอที่บ้านบ้างตอนคุณแม่มาเยี่ยม) พอกลับไทยความรู้สึกแรกสุดเมื่อออกจากสนามบิน คือ ... "โอ้วนี่กรุงเทพเหรอเนี่ย ทำไมมันช่างดูเก่าๆ สกปรก ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างนี้นะ" ตอนนั้นก็งงเหมือนกันว่าทำไมความรู้สึกต่อเมืองที่เคยอยู่มาตั้งแต่เกิดเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันไม่น่าอยู่ตรงไหน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเมือง Bellevue หรือว่า Redmond ที่เป็นแบบเมืองใหม่ ทุกอย่างดูสะอาดเรียบร้อย ถนนเป็นระเบียบ การจราจรเป็นระเบียบ กรุงเทพก็กลายเป็นเมืองเก่าไปในทันใด ... ตอนนั้นตอนกลับเข้ามา ซันก็เริ่มคิดละ "ถ้าตัวเองมีสิทธิเลือก จะเลือกอยู่ที่ไหนดี?"


หลังจากกลับมาจากพักร้อนก็กลับมาทำงานต่อที่ไมโครซอฟ ชีวิตที่นี่ก็ดูลงตัวดี ถึงแม้จะเหงาๆ ไปนิด และหลายๆวันที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะทำ (นอกจากงาน) เรื่องอื่นๆก็ดูค่อนข้างโอเค เริ่มชินกับการดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่ปล่อยให้ป่วยไปง่ายๆ พอเริ่มรู้สึกป่วยหน่อยก็รีบหาวิธีป้องกันทันที ชีวิตก็ราบรื่นดี เผลอแป็บเดียวก็ทำงานผ่านไปได้หนึ่งปีแล้ว พอครบหนึ่งปีก็ได้เลื่อนต่ำแหน่ง แถมยังได้ออฟฟิศใหม่ (ส่วนตัวชั่วคราว) การงานดูเริ่มเข้าที เริ่มปรับตัวกับงานได้ เมื่อทุกอย่างเหมือนจะลงตัว ก็มีความคิดประหลาดผุดขึ้นมาในสมองตีกันวุ่นวายไปหมด .. "เหลืออีกแค่สองปีเองเหรอเนี่ย ยังไม่ได้ทำงานที่อยากทำเท่าไหร่เลย แค่อีกสองปีจะพอเหรอ" .. "โห อีกสองปี งานการก็คงจะลงตัวมากกว่านี้ จะทิ้งงานที่มั่นคง รายได้ดีกลับไปเมืองไทยเหรอ กลับไปเมืองไทยแล้วจะทำอะไรหล่ะ" .. "โอ๊ย แต่ก็คิดถึงที่บ้านแหะ รู้สึกว่าตอนนี้สนิทกับที่บ้านน้อยลง อยากกลับไปใช้เวลากับที่บ้านอีก"


ไม่มีคำตอบใดๆสำหรับเส้นทางชีวิตของซันในตอนนี้ ความคิดทั้งสองฝ่ายยังคงต่อสู้กันอยู่ในสมอง ฝ่ายหนึ่งก็เลือกความทะเยอทยาน ความมุ่งมั่น เลือกงาน และความสำเร็จ อีกฝ่ายหนึ่งก็เลือกที่จะใช้ชีวิตกับครอบครัว กลับเมืองไทย กินอยู่แต่พอดี ... ในความสับสนซันก็ได้แต่หวังว่า สุดท้ายแล้วมันจะมีคำตอบที่ดีกว่า ทางเลือกที่เลือกทั้งความสำเร็จและครอบครัว เพียงแต่เส้นทางนั้นยังซ่อนเร้นอยู่ ณ ตอนนี้ และหวังว่าเราจะค้นพบมันก่อนที่จะสายเกินไป ..

Tuesday, August 24, 2010

Sun กับ iPhone

โอเค ซื้อไอโฟนมาได้กว่าสองเดือนละ แต่ยังไม่รู้สึกว่าใช้มันคุ้มเท่าไหร่เลย วันๆก็หยิบมานั่งเขี่ยไปเขี่ยมา (สลับไปหน้านู้นที หน้านี้ที เพราะไม่รู้จะทำอะไร) แต่ก็มี scenarios ให้ได้ใช้บ้างเช่น


1. เล่น fb อันนี้นับว่าเป็นกิจกรรมหลักบนไอโฟนเลย อัพเดทรูปกับสถานะ ใช้ได้แทบตลอดเวลาตั้งแต่ตอนตื่นนอน ที่ยังไม่ได้ลุกจากเตียง ถึงตอนก่อนนอน

2. นาฬิกา (พร้อมนาฬิกาปลุก) อันนี้สำคัญมากเป็น feature หลักที่โทรศัพท์ที่เรามีต้องทำได้ (โทรศัพท์บ้านไหนทำไม่ได้เนี่ย!) เพราะว่าไม่เคยใส่นาฬิกา ต้องหยิบไอโฟนออกมาดูทุกครั้ง

3. ดูหุ้น อ่ะอันนี้ใช้ทุกวัน จ - ศ ตอนตลาดเปิด (ตื่นนอนพอดี) กับตลาดปิด

4. ฟังเพลงตอนเข้าห้องน้ำ หาโอกาสใช้ iPhone ฟังเพลงเต็มที่ (แต่ก็ไม่ค่อยมี ในรถก็ใช้ไม่ได้ เซ็ง) ก็มีตอนเข้าห้องน้ำนี่แหละทั้งแปรงฟัน อาบน้ำได้หมด เอาเพลงเข้าไปฟังด้วย ทำให้อารมณ์ดีขึ้น ยิ่งตอนเพิ่งตื่นนอนด้วยแล้ว รู้สึกว่าทำให้วันสดใสขึ้นอีกนิด

5. ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ใช้บ่อยเหมือนกัน เพราะว่าอยากอัพขึ้น fb แต่อัพวิดีโอทันทีเลยไม่ได้ เพราะว่าเปลือง data plan ที่มีแค่ 200MB

6. ดู map ตอนขับรถ ตอนนี้เริ่มไม่อยากใช้ GPS ละ เพราะว่าอยากจำทางได้ แต่บางทีก็ไปไม่ถูกก็เอา GPS ในไอโฟนแทนละกัน เพราะว่าดูเสร็จแล้วก็ต้องจำอยู่ดี จะได้จำทางได้ดีขึ้น

7. เล่มเกม โหลดมากเยอะมากกกก แต่ส่วนใหญ่เล่นครั้งเดียวเลิกตลอด ฮ่าๆ มีแค่ไม่กี่เกมที่เล่นแล้วติด


อืม ไม่มีแล้วมั้ง เขียนไปเขียนมาก็รู้สึกว่าตัวเองใช้เยอะเหมือนกันแหะ แต่ไม่รู้สึกว่าคุ้มเลย เวลาที่เล่นไอโฟนจริงๆมีแต่ ตอนตื่นนอน (ที่ยังเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เสร็จ) กับตอนก่อนนอนที่ปิดคอมไปแล้ว เหอะๆ เป็นเอามากนะซัน

Sunday, August 15, 2010

White water rafting @ Skagit river

นี่นับว่าเป็นประสบการณ์ล่องแก่งครั้งแรกที่น่าประทับใจมากเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ตื่นเต้นตลอดเวลา แต่ก็มีช่วงที่น่าหวาดเสียวเป็นพักๆ แถมยังมีเสียงหัวเราะตลอดทาง นับว่าคุ้มค่าทีเดียว (กับราคา? มันแพงมากเลยอ่ะ $70 ต่อคนแหนะ)

พวกเราออกเดินทางกันแต่เช้า ซันต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อขับรถไปยัง Goodell Creek, Skagit river ใน North Cascade National Park ซึ่งเป็นการขับรถกว่าสองชั่วโมงครึ่ง เราไปถึงกันประมาณ 11 โมงเช้า แล้วก็พบกับไกด์สาวของเราชื่อ คริสโต พร้อมกับเรือยางประมาณ 5 ลำได้ จากนั้นก็เป็นเวลากินข้าวเที่ยง เพราะต้องรอให้สมาชิกทุกคนมาพร้อมกันให้หมด ไกด์เค้าก็แจกอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไม้พาย รองเท้ากันน้ำ และเสื้อชูชีพ คนที่กินข้าวเสร็จแล้วก็เตรียมตัวกันไป

หลังจากเตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อย คนขับรถก็ต้องขับรถไปจอดรอที่ๆ เป็นจุดหมายปลายทางของการล่องแก่ง เพราะว่าล่องเสร็จ ขึ้นมาแล้วจะได้เจอรถเลย (เป็นระบบที่ฉลาดจริงๆ) แล้วก็นั่งรถบัสของไกด์กลับมา ระหว่างขับรถไปจอดเป็นเวลาประมาณ 10 นาทีได้ก็เห็นสภาพบางส่วนของแม่น้ำ Skagit โห!!! น้ำแอบแรงแหะ ท่าทางน่าสนุก

และแล้วเวลาลงเรือก็มาถึง น้ำเย็นมากกก นี่แค่เดินลุยน้ำไปขึ้นเรือเท่านั้น รู้สึกว่าขาจะชาๆนิดๆ ตายละ ถ้าตกน้ำไปนี่อาจจะไม่สนุกแน่ๆ เหอะๆ เนื่องจากพวกเรามีทั้งหมด 7 คน แต่ว่าเรือมีไม้พายแค่ 6 อันเท่านั้น ก็เลยมีคนต้องอดพายไปหนึ่งคน ซึ่งสาวๆ ในกรุ๊ป ก็อาสารับหน้าที่นั่งบงการ เอ่ย!! นั่งเชียร์ เพื่อนรวมทีมไป ก่อนออกเรือ คุณคริสโต ก็มาสอนวิธีพายและก็คำสั่งต่างๆ เช่น all forward, all backward, left backward, และก็ left forward ซึ่งก็มีไว้สำหรับ เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวขวา และก็เลี้ยวซ้ายตามลำดับ

เมื่อเกมล่องแก่งเริ่มขึ้น ไกด์ก็จะเป็นคนคอยบังคับทิศทางเรือโดยพายและออกคำสั่งให้พวกเราช่วยพาย เค้าก็จะคอยดูกระแสน้ำ ซึ่งก็เป็นทักษะที่ต้องเข้าใจธรรมชาติของน้ำเป็นอย่างดีเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าพวกเราจะลองให้เค้าอธิบาย ซึ่งก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง แต่ก็ดูไม่ออกอยู่ดี แต่สรุปเป็นอันว่าด้วยความเก่งของไกด์ทำให้ต้องออกแรงพายน้อยมาก เรียกว่าไปตามกระแสน้ำเลยทีเดียว เมื่อลองคิดเปรียบเทียบกับตัวเองตอนพายเรือแคนนูแล้วก็คิดว่าถ้าเราอ่านกระแสน้ำออกตอนพายเรือแคนนูคงจะง่ายน่าดู (ครั้งก่อน ซันพายชนขอบเอาๆ)

แต่แม่น้ำ Skagit ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่คิด เรียกว่าแอบน่าเบื่อเป็นช่วงๆเลยทีเดียว เพราะว่าเหมือนกับมาล่องแพเฉยๆ มากๆ water rafting ที่นี่จะแบ่งความยากออกเป็นขั้นๆ 1 - 5 ขั้น 1 นี่คือง่ายสุด ไกด์เค้าก็บอกว่าส่วนใหญ่จะเป็นระดับ 1 ตลอด จะมีแค่บางจุดเท่านั้นที่เป็นระดับ 3 อืมม .. แอบน่าเบื่อนิดๆ คราวต่อไปจะเอาให้เป็นระดับ 3 ให้ตลอดทางเลย ฮ่าๆ

ล่องไปสักพักไกด์เค้าก็พูดขึ้นมาว่า ตรงนี้น้ำน่าจะลึกพอแล้ว ถ้ามีใครอยากลงไปเล่นน้ำก็ลงได้เลย … เงียบ …… ไม่มีใครอยากลองเป็นคนแรกกันทั้งนั้น แต่ว่าอากาศมันแอบร้อนแหะ ซันก็เลยอยากลอง แล้วก็กระโดดลงน้ำไป ตูม!!! จ๊ากกกกก... น้ำมันเย็นมากๆ ลงไปแล้วรู้สึกว่าขาเริ่มชา ตัวเริ่มชา อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งนาที ก็อยากขึ้น แต่ว่าลองว่าเรือแอบสูง พยายามถีบตัวสองสามทีให้ขึ้นจากน้ำก็ไม่สามารถทำได้ สุดท้ายคริสโตเค้าก็เลยมาลากเราขึ้นจากน้ำไป โหยย ทั้งชา ทั้งสั่น มีน้ำเข้าไปในรองเท้าอีก ขานี่แทบจะไร้ความรู้สึก .. แต่ว่าพอขึ้นจากน้ำเย็นๆ ไปนั่งบนเรือที่อากาศค่อนข้างร้อนแล้วรู้สึกดีมากเลย so worth it! จากนั้นก็เลยมีเพื่อนๆลงน้ำตาม สรุปว่าเราไปตายเป็นดาบหน้าไว้ก่อน ><

ระยะเวลาล่องแก่งทั้งหมดเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง (ทั้งๆที่ขับรถแค่ 10 นาที แสดงว่าเรือมันไปช้ามาก) พอผ่านไปชักชั่วโมงครึ่งก็ถึงจุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดเพราะว่าเป็นระดับ 3 ที่เค้าเรียกว่า rapid เห็นกระแสน้ำข้างหน้าแล้วแรงมาก ทุกคนรีบนั่งเข้าที่ อยู่ในตำแหน่งที่กันตกเรือไว้ก่อน ไกด์ก็สั่งให้เดินหน้าเต็มที่ เพราะว่าต้องออกแรงพายให้เรือเดินหน้าผ่าน rapid ไปให้ได้ พอเรือเข้าไปเจอกระแสน้ำ rapid เข้าหน่อย เรือมันก็จะเหมือนกระดอนๆ บนน้ำ เพราะว่าผืนน้ำมันไม่เรียบ หัวเรือก็จะปักลงไปก่อน ตามมาด้วยแรงกระแทกพร้อมกับน้ำที่สาดเข้ามาเต็มเรือ แล้วเรือก็จะถูกส่งด้วยแรงกระแทก jump ข้ามผืนน้ำที่เป็นหลุมไปข้างหน้า กระแส rapid มีอยู่ประมาณ 3 ช่วง ช่วงสุดท้ายนี่แรงมาก ถึงกับว่าได้ยินจากไกด์ทีหลังว่า เรือของเราเป็นลำเดียวที่ได้ล่องผ่าน rapid สุดท้าย เนื่องจากมีทั้งหมด 8 คนบนเรือ (รวมไกด์) ทำให้เรือมีน้ำหนักพอไม่พลิกคว่ำได้ เรือลำอื่นๆก็อดไปนะคร๊าบบ สำหรับอันสุดท้ายนี่ panic มาก เพราะถึงกับว่ามองไม่เห็นอะไรข้างหน้า มีแต่น้ำสาดเข้ามา น้ำก็สูงมากเลยทีเดียว แต่ก็สนุกมากๆ พอผ่านไปทุกคนก็เฮฮากันใหญ่ เย่!!!

และแล้วช่วงนาทีทองของการล่องแก่งก็หมดไป เมื่อเรามาถึงปลายทาง เสื้อผ้าก็เปียกไปหมด แต่ว่าเราก็เตรียมชุดมาเปลี่ยน (นี่!! เตรียมพร้อม) แต่ไปหยิบชุดเปรียบได้ก็เริ่มหาห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนชุด ..... ป รา ก ฎ ณ์ ว่า ...... ไม่มีห้องน้ำ ... OMG เปลี่ยนได้แต่เสื้อเท่านั้น ผู้ชายทุกคนอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหมด แต่ว่าสาวๆเค้าเตรียมมาพร้อม .. นั่นแน่ เค้ามีผ้าเช็ดตัวมาด้วย (ปล ทำไมเราคิดไม่ถึงนะ??) ก็เลยลงเอยด้วยการไปขอยืมผ้าเช็ดตัวเค้ามาใช้ ไม่งั้นก็ต้องนั่งกันก้นแชะไปจนถึง Seattle

เป็นอันจบทริปการผจญภัย white water rafting นับว่าสนุกมาก คราวหน้าจะขอเล่น level ที่ยากกว่านี้

Monday, August 9, 2010

Seeing a Dentist: Filling

อันนี้ขอบ่นเป็นภาษาไทยหน่อยเถอะ เพราะว่าเขียนเป็นภาษาอังกฤษคงยาก

วันนี้ได้ฤกษ์ต้องไปหาหมอฟัน เรื่องของเรื่องคือหลายอาทิตย์ก่อนคิดว่าตัวเองมีฟันผุตรงฟันกลามซี่ในสุด แล้วพอไปพบหมอคราวก่อน เค้าก็ตรวจดูให้ ก็ปรากฎว่าเป็นจริงตามนั้น >< คุณหมอก็เลยนัดให้วันนี้กลับไปอุดฟัน (ทำวันนั้นเลยไม่ได้นะ คุณหมอที่นี่ต้องนัดก่อนล่วงหน้า)

เห้อ ปีนี้หาหมอฟันไปกว่า 5 ครั้งได้แล้ว ถ้าไม่มีประกันจ่ายค่าทำฟันนี่ ป่านนี้คงทำงานมาให้คุณหมดหมด ว่าแต่ว่า .. อุดฟันมันต้องออกตังเองส่วนนึงด้วยสิ 15% อ่ะนะ อุดสองซี่เพราะมันดันผุตรงกลางพอดีเลย ก็รวมไปเหยียบๆ ร้อยเหรียญ - -"

แล้วก็เรื่องก็มาถึงวันนี้ หนีออกจากที่ทำงานเร็วกว่าปกติเพราะว่านัดหมอไว้ 4 โมงเย็น (คุณหมอที่นี่ทำงานเฉพาะวันธรรมดาด้วย เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องโดดงานมาทำฟัน) ไปถึงเค้าก็จับพาเข้าห้องแล้วก็ขึ้นเขียง .. ผู้ช่วยคุณหมอเอาผ้ายางสีเขียวๆ ที่เจาะรูตรงกลางไว้สำหรับฟัน พันเข้ากับลวดที่ใช้อ้าปากเรา แล้วก็จับยัดใส่ปาก ที่นี้เราก็หุบปากไม่ได้อีก ต้องอ้าขากรรไกรไปตลอดจนกว่าจะทำเสร็จ (เครียด ..) ไม่จบแค่นั้น เนื่องจากลวดที่ใช้มันเป็นขนาดคนอเมริกัน เราก็เลยต้องอ้าปากกว้างมากกกกก .. แล้วก็เมื่อยขากรรไกรมากกกกกกกกกกกกก ตอนที่เค้าเอามาใส่ก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอผ่านไปครึ่งชั่วโมงรู้สึกว่าขากรรไกรมันปวดและก็ค้างมาก คิดว่าจะหุบปากได้มั๊ยเนี่ยยย ตอนทำเสร็จ

หลังจากนั้นคุณหมอก็เข้ามาอุดฟันให้ คุณหมอที่นี่แอบไฮโซ มีการถ่ายรูป before & intermediate & after ไว้ให้เราดูด้วย เราจะได้รู้ว่าก่อนทำเป็นยังไงและหลังทำเป็นยังไง แต่พอเริ่มทำการอุดฟันปัญหามันยังไม่จบแค่ลวดที่ใส่ในปากเรา แต่นื่องจากปากที่เล็กกว่าคนที่นี่ทำให้คุณหมอต้องใช้เวลาอยู่นานมากพยายามหาเหล็กที่มาครอบฟันเราได้พอดี (ดูเหมือนว่าเวลาเค้าทำฟันซี่หนึ่ง เค้าจะเอาเหล็กมาครอบฟันอีกซี่ไว้ เพื่อไม่ให้ไปโดนถูกมั้ง) แต่มันปวดขากรรไกรมากกกกกกกกกกกกกกครับคุณหมอ ช่วยหาให้มันเร็วหน่อยยยย ...

ผ่านไปชั่วโมงครึ่งได้ ความทรมานถึงจุดสิ้นสุดลงเมื่อคุณหมอให้ไฟเขียวกับผู้ช่วยคุณหมอให้เอาเหล็กดันออกได้ โอ๊ยย ขยับขากรรไกรแทบจะไม่ได้ มันปวดมาก แต่ก็พยายามฝืนจบหุบปากเข้ามากันได้ เห้อ ... พอเสร็จแล้วคุณหมอก็โชว์รูปที่ถ่าย รูปที่ถ่ายค่อนข้างน่ากลัวเลยทีเดียว เพราะว่าเป็นรูปที่ฟันหายไปครึ่งนึง (คุณหมอตัดฟันออกไปครึ่งนึง) แล้วก็เห็นรอยฟันผุของฟันซี่ที่ติดกัน แอบน่ากลัว แต่รูปหลังทำเสร็จก็ดูดีเลยทีเดียว

เป็นอันว่าจบ ข้อสรุปคือจะไม่ทำให้มีฟันผุอีกแล้ว >< มันก็ไม่เจ็บตอนทำฟันมากนะ แต่มันเมื่อยปากมากเลยนี่สิ ไม่ไหว

Saturday, August 7, 2010

Rain during Summer

I guess what they are speaking is true. "Rain make you feel depressed" I have such a kind of that experience today. While it should be summer, Seattle still cover with cloud and rain. Not much activity here during the rain. Definitely, you cannot go for outdoor activities like hiking or picking. I know that if I go out for shopping (spend some money), it will make me feel better. But, I decided to stay home and save money today instead. Hope that it will be sunny tomorrow.

Monday, August 2, 2010

Summer

Summer in Seattle seems to be the time that all people here is waiting for. Since it always rain throughout the year, except in Summer that you can see the blue sky and enjoy the sun. So, everyone is going out, doing outdoor activities, picking with family and friends. This kind of thought is implanted in my mind and makes me feel that I have to go out every weekend even though I don't know where to go. Well, hiking and taking photos from top of a mountain seems to be my favorite. However, doing 6-8 hours hike every week is not very attractive. Last time, we did an 8-hours hike at Lake Serene which is very beautiful at the top and after this hike we decided no more hiking.

So hiking is gone; thus, we spend time sightseeing and eating instead (not so summer's activities, but anyway.) We visited multiple of the best restaurant around Seattle including Maneki - an authentic Japanese restaurant and Crape Café - a very good French restaurant. And, I spent a lot of money in food again. So sad.


Not so sure what will come next for the next week and the rest of summer, but hope that I can enjoy the sun as well as you guys. Enjoy the Summer!

Sunday, August 1, 2010

Coming back!

I stopped writing a blog for more than 2 years already and I think I should spend time continue writing it. Well, the reason is I would like to look back into my life when I will be 30, 40, or more than that. Blog (as well as photos) seems to be a good place for memory.

My life has been changing a lot since 2008. I graduated from USC (congrats to myself) and get a job at Microsoft in Redmond, WA. So, here I am in Seattle, WA. Moreover, I work for MS more than 1 year already, but here I need to code in C/C++ which is not my very expertise and the road seems to be tough. Anyway, I feel so great that I was be able to find a job here in such a economic downturn (during 2008-2009) that every company stops hiring new employee.


Thus, I think that I will bring more story about Life in Seattle. Things to do, Places to eat, Activities, etc. I hope that I can keep up with my Blog this time :)